โดย : นายแพทย์เอกชัย ปัญญาวัฒนานุกูล
สวัสดีครับทุกท่าน จริงๆ แล้วผมคิดว่าผมมาไม่ถูกงาน ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญอะไรแต่วันนี้จะมาเล่าประสบการณ์บางอย่างให้ท่านฟัง ซึ่งผมพบเจอในการทำงานชนบทอยู่ประมาณ 17-18 ปี ในช่วงนี้มีสมุนไพรตัวหนึ่งที่จังหวัดสุรินทร์ซึ่งฮือฮากันมาก เป็นสมุนไพรของประเทศเวียดนาม มีชื่อว่า “ เงาะ

ควง ” ซึ่งเดี๋ยวนี้กระแสนิยมมีมากขึ้นมีการชำเป็นกิ่งเล็กๆขาย ราคาต้นละประมาณ 500 บาท สรรพคุณบอกว่าสามารถรักษาได้หลายโรค และที่สำคัญคือ ที่อำเภอศรีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ มีกระแสข่าวมาแรงลือกันว่า มีข้าราชการ 2 คนซึ่งป่วยเป็นโรคเบาหวาน อาการป่วยหนักจนคิดว่าจะเสียชีวิตหลังจากได้กินยาตัวนี้แล้ว อาการก็ดีขึ้นจนหายเป็นปกติ จึงเป็นการสร้างกระแสให้มากยิ่งขึ้น สิ่งที่ผมอยากจะบอก คือไม่ใช่ว่าสมุนไพรตัวนี้มันจะดีอย่างที่คิดนะครับ เพียงแต่ว่าสมุนไพรตัวนี้มีข้อดีของมัน แต่ว่าจะดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยโรคที่ถูกต้องและเลือกใช้สมุนไพรได้ถูกต้องด้วย

 

หลายปีที่ผ่านมานี้ผมเจอผู้ป่วยหลายๆกรณี ที่คิดว่ารักษาแล้วผู้ป่วยน่าจะตายหรือรักษาแล้วไม่หาย กลับไปหายด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งผมก็เชื่อว่าทุกๆ ท่านในที่นี้ น่าจะเคยมีประสบการณ์แบบนี้บ้าง เพียงแต่ว่าผมตามไปดูผู้ป่วยเหล่านี้ ก็เลยไปพบเจอการรักษาแบบแปลกๆ ซึ่งผมไม่เคยเจอในโรงเรียนแพทย์และได้ประสบการณ์สั่งสมมา แล้วก็ดึงเอาประโยชน์บางอย่างนำมาใช้จริงๆ อย่างที่ท่านอาจารย์ทองดี พูดเมื่อเช้านี้ผมเชื่ออย่างนั้นจริงๆ ว่าธรรมชาติของคนมันรักษาตัวเองได้ และวิธีคิดในการเอาสมุนไพรมาใช้รักษาโรคในระยะหลังๆ นี้คือ การนำเอาสมุนไพรไปสร้างภูมิต้านทานโรค ถามว่ามันมีข้อมูลอะไรบ้างที่สนับสนุน

เคยมีผู้วิจัยนำสมุนไพรหลายชนิดเลยครับมาทดลองแล้วพบว่า มีผลต่อระบบภูมิคุ้มกันโรค มีอยู่หลายประเทศที่พบ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย สารเคมีที่ออกฤทธิ์ในสมุนไพรนี้มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ Alkaloid และ Glycoside นอกนั้นเป็นพวกโปรตีนหรือ Polysaccharride แต่ว่ามีสารเคมีหลายชนิดที่ออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทั้งทางลบและทางบวก ทางลบหมายถึงว่าไปกดภูมิคุ้มกัน ส่วนทางบวกไปเพิ่มภูมิคุ้มกัน ผมจะพูดเลยว่าอันนี้เป็นตัวอย่างของสมุนไพรหลายชนิดที่มีสารเคมีออกฤทธิ์ต่อระบบภูมิคุ้มกัน โดยรวมแล้วจะไปมีผลต่อภูมิคุ้มกันอยู่ 3-4 แบบ คือ อันแรกไปกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดขาวให้มากขึ้น อันที่ 2 ไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวให้มีความสามารถในการจับกินสิ่งแปลกปลอมหรือเชื้อโรคมากขึ้น ดีขึ้นกว่าเดิม อันที่ 3 ไปกระตุ้นให้มีการหลั่งสารเคมีบางอย่าง เช่น ไปกระตุ้นให้ Lymphocyteหลั่ง Lymphokines ออกมาช่วยในการทำลายเชื้อโรค

ฉะนั้นผมจึงเอา concept นี้มาใช้ในการทำสมุนไพรรักษาโรค คือหวังว่าสมุนไพรเหล่านี้จะไปเพิ่มภูมิต้านทานโรคให้กับผู้ป่วย ให้ร่างกายของผู้ป่วยรักษาตัวเอง จริงๆแล้ว มีผู้วิจัยจากหลายหน่วยงานที่สนับสนุน เช่น งานวิจัยของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้วได้นำเอาสมุนไพรตำรับหนึ่งที่ใช้รักษามะเร็งเป็นตำรับของหมอพระในจังหวัดราชบุรี ที่น่าสนใจคือว่า เขาเปรียบเทียบกับ Mitomycin C โดยทำการทดลองในหนูทดลอง เขาพบว่าสมุนไพรดังกล่าวมีฤทธิ์ยับยั้ง การเจริญเติบโตและแพร่กระจายของเซลล์มะเร็งได้ใกล้เคียงกับ Mitomycin C แต่ว่าไม่ดีเท่า จะมีประสิทธิภาพด้อยกว่า แต่ที่น่าสนใจคือว่าหนูทดลองที่ใช้สมุนไพรจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าหนูทดลองที่ใช้ Mitomycin C ก็เลยทำการวิจัยไปอีกขั้นหนึ่ง พบว่าสมุนไพรตำรับนั้นไปทำปฏิกิริยาต่อร่างกายผ่าน NK- cell โดยไปกระตุ้นให้ NK- cell มีความสามารถในการจับกินเซลล์มะเร็งได้ดีขึ้น ซึ่งน่าจะอธิบาย อะไรบางอย่างได้

ในแนวคิดที่ผมพูดมา สมุนไพรที่แพทย์แผนโบราณของไทยเชื่อ หมอพื้นบ้านใช้ มีหลายตำรับซึ่งนำมาใช้ในการรักษาแผล ผมเอาตัวอย่างมาดูคร่าวๆ ที่ดึงออกมาจากตำราแผนโบราณ บางตำรับเป็นสมุนไพรพื้นๆ เช่น พริก ข่า กระชาย ไพล พวกนี้ดูแล้วไม่น่าจะรักษาได้ แต่ว่ามีข้อมูลบางอย่าง ที่เดี๋ยวจะนำมาให้ดูว่าสามารถรักษาได้อย่างไร

ผมมีประสบการณ์กรณีหนึ่งที่ได้รักษาแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก คือว่ามีเด็กอายุขวบครึ่งคนหนึ่งตกลงไปในกระทะน้ำมันร้อนๆ ที่แม่กำลังทอดขนมอยู่ มีแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกสักประมาณ 30-40 % วันแรกที่เราทำแผล เด็กร้องไห้ทรมานมาก จนแม่ไม่ยอมให้ทำอีก ผมก็เลยลองใช้สมุนไพรตำรับนี้ ชื่อว่า น้ำมันเสลดพังพอน ซึ่งประกอบด้วย เสลดพังพอนทั้งตัวผู้และตัวเมีย ไพล น้ำมันมะพร้าวธรรมดา การบูรผสมกัน ทาแผลให้เด็ก แผลของเด็กส่วนใหญ่เป็น second degree burnsมี third degree burns เล็กน้อย ในระยะ 2 อาทิตย์แรกที่รักษา ก็จะให้น้ำ (Hydration) ทั่วไป ให้ยาปฏิชีวนะ(Antibiotics) อยู่อาทิตย์หนึ่ง นอกจากรักษาแผลแล้วก็ไม่ได้ไป Scrub burns ก็แค่เอา น้ำเกลือ(Normal Saline) ล้างแผลธรรมดา แล้วทาน้ำมันตัวนี้ทุกชั่วโมงในวันแรกๆ เพื่อไม่ให้มันแห้ง และรักษารวมกับสมุนไพรอีกตัวหนึ่งเป็นสมุนไพรตำรับรักษาไข้ เพราะว่าต้องการลดความร้อนให้ผู้ป่วย ปรากฏว่า 2 อาทิตย์เด็กก็ดีขึ้น ไข้ลดลงใน 2 อาทิตย์ ติดตามการรักษาประมาณเดือนเศษ แผลแห้งเป็นปกติ แผลที่ลึกๆ ก็ตื้นขึ้น จึงอยากบอกว่า อาจจะมีทางเลือกอื่นสำหรับผู้ป่วยที่เราไม่เคยทำแล้วดีขึ้น เช่น Maggot เป็นต้น

ตัวอย่างคนไข้รายนี้ ถูกงูกัดที่นิ้วก้อยเท้าขวา เกิดแผลเนื้อตาย(gangrene) ที่เกิดจากพิษงูเมื่อ 10 กว่าปีที่แล้ว ผมพบคนไข้หลังจากถูกกัดไปแล้ว 2 วัน มี gangrene ทั้งเท้าเลย จะขูดเอาเนื้อเยื่อที่ตายออก (debride) คนไข้ไม่ยอมให้ทำ ก็เลยทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ให้ยาปฏิชีวนะและทำแผลไป ผลปรากฏว่าอีก 2-3 วันต่อมามันลามไปทั้งขา ผมจะส่งไปโรงพยาบาลจังหวัดเพื่อไปผ่าตัดเอาขาออก (amputate) คนไข้ขอกลับบ้าน ทะเลาะกันอยู่นานจนกระทั่ง ผมต้องยอมปล่อยคนไข้กลับเพราะว่าคนไข้บอกว่าถ้าไม่ให้เขากลับ เขาจะหนีกลับให้ได้ ถ้าผมมีปัญญาเฝ้าเขาตลอด 24 ชั่วโมงก็เฝ้าไป พอปล่อยกลับแล้วทำให้ผมคิดว่าคนไข้คนนี้น่าจะตาย แต่อีก 6 เดือนต่อมา ผมไปพบเขาในหมู่บ้านยังมีชีวิตอยู่ ยังรักษาแขนขานั้นไว้ได้ แต่ว่าจะมีสีดำๆ และแห้ง แห้งเพราะกล้ามเนื้อลีบ (Muscle Atrophy) ไปแล้ว แต่ขายังอยู่ได้ ยังใช้งานได้บ้าง ตรงนี้อาจจะเป็นความต้องการของคนทั่วไปที่ต้องการรักษาแขนขาของตัวเองไว้ ผมก็เลยตามไปคุย ทีแรกนึกว่าไปรักษาโรงพยาบาลอื่น ปรากฏว่าไม่ใช่ ไปรักษากับหมองูพื้นบ้าน ผมก็เลยตามไปคุย ได้ข้อมูลที่น่าสนใจก็คือในพื้นที่ของผมที่ทำงานอยู่มีหมองูพื้นบ้านหลายคนมาก และก็มีประสิทธิภาพสูง ผมเลยเลือกเอาตำรับหนึ่งมาใช้หลังจากได้ศึกษาอยู่นาน ก็คือ รากโลดทะนงแดงนำมาฝนคู่กับ เม็ดหมากสุก

ผมได้ใช้ยาตำรับนี้มาไม่ต่ำกว่า 12 ปี ก่อนหน้าที่จะใช้ตำรับนี้ เคยมีคนไข้ที่ถูกงูเห่ากัด แล้วมีพิษต่อระบบประสาท (Neurotoxin) มีอัมพาต (Paralysis) จำนวน 4 ราย ที่ถูกกัดแล้วส่งไปยังโรงพยาบาลจังหวัด ผลตายหมดทั้ง 4 ราย ตอนนั้นทำให้ผมคิดแล้วว่าน่าจะทดลองใช้ก่อน ก่อนที่จะทำอะไรต่อไป ตั้งแต่นั้นมาไม่มีคนไข้ที่ถูกงูเห่ากัดรายไหนตายเลยสักรายเดียว ที่สำคัญคือคนไข้ทั้งหมดสามารถกลับบ้านได้ในวันรุ่งขึ้น ยกเว้นคนไข้ที่ถูกกัดมาหลายชั่วโมงเกือบทั้งวันหรือมากกว่า 1 วัน พวกนี้จะต้องรักษาแผลต่อสมุนไพรนี้จะไปถอนพิษนั่นเอง

และมีเภสัชกรคนหนึ่งทำงานอยู่ที่โรงพยาบาลห้วยแถลง จังหวัดนครราชสีมา เข้าไปเรียนปริญญาโทได้นำตำรับนี้ไปทำวิทยานิพนธ์ พบสิ่งที่น่าสนใจอยู่เหมือนกัน คือ ผมสงสัยอยู่นานแล้วว่าทำไมหมองูจึงชอบเป่าพ่นหมากพลูลงไปบนแผลที่ถูกงูกัด ผลการทดสอบพบว่าหมากสามารถ neutralize พิษงูได้ โดยทำการทดลองเอาพิษงูเห่าที่มี LD 100 ฉีดเข้าไปในหนูทดลองจำนวน 6 ตัว ผลการทดลองพบว่าหนูตายหมดทั้ง 6 ตัว และลองเอาหมากมาใช้ในหนูทดลองจำนวน 6 ตัวเช่นกัน ผลการทดลองพบว่าหนูรอดชีวิตหมดทั้ง 6 ตัว แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่เรามองว่าไม่น่าจะเป็นไปได้หลายๆ อย่าง มันสามารถ Wound Healingได้โดยที่ไม่รู้ว่ามันทำได้อย่างไร แต่สิ่งที่ใช้รักษาแผลเนื้อตาย (gangrene) ก็จะใช้ ว่านอึ่ง โดยใช้หัวของมันมาตำแล้วพอกแผล

หมองูที่ผมไปศึกษาด้วยคนนี้ เขารักษาคนไข้ปีละไม่ต่ำกว่า 25-30 ราย บางปีมากกว่า 50 ราย รักษามานานกว่า 20 ปีแล้ว ผมตามไปคุยกับคนไข้ที่เคยรักษาแล้ว พบว่าน่าสนใจเหมือนกัน ผลยังไม่มีใครตายหรืออาจจะมีคนตายไปแล้ว ผมไม่รู้ก็ได้ แต่ตัวที่เขาใช้อยู่แล้วก็ใช้ได้ดี เพียงแต่ว่าที่ได้ใช้ตำรับนี้เนื่องจากมันต้องใช้สด พอคนไข้ที่ถูกงูกัดมีแผลเนื้อตายจากพิษงู ผมจะใช้ยาอีกตำรับหนึ่งซึ่งได้รับจากหมอพระรูปหนึ่ง ที่ผมจะเล่าให้ฟังต่อไปนี้

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว ผมได้ยินกิตติศัพท์มาว่า มีหมอพระรูปหนึ่งซึ่งอยู่ในจังหวัดสุรินทร์ ท่านเก่งมากในเรื่องการรักษากระดูกหัก และรักษาโรคอื่นๆได้อีกหลายโรค อยู่ที่ อำเภอเมือง จ.สุรินทร์ ก็เลยตามไปสังเกตที่วัด ซึ่งท่านกำลังรักษาคนไข้อยู่รายหนึ่ง เป็นคนไข้กระดูกหัก โดยที่ท่านไม่ได้แตะต้องตัวคนไข้เลย ใช้พลังจิตไปดึงกระดูก ผมไปนั่งสังเกตอยู่ 3 วัน เพื่อที่จะไปจับผิดว่าเล่นกลแหกตาเราหรือเปล่า ปรากฏว่า 3 วันที่ไปดู ไม่สามารถบอกได้ว่าทำไม ยกตัวอย่างภาพนี้คนไข้แขนข้างขวาหัก หลวงพ่อจะนั่งมุมหนึ่ง คนไข้นั่งอีกมุมหนึ่ง อุปกรณ์จะมีท่อนไม้สักและมีดหมอ ท่านจะทำสมาธิ แล้วก็สับมีดลงบนไม้ เสียงดัง ป๊อก ป๊อก ป๊อก ไปเรื่อยๆ คนไข้ที่แขนขวาหัก สังเกตได้ว่าแขนของคนไข้ข้างที่หักเริ่มเคลื่อนไหว เวลาทำจะเคลื่อนไหว ผมถามดูว่าเจ็บไหม คนไข้บอกว่าไม่เจ็บ ถามว่าทำไมถึงเคลื่อนไหว เขาบอกว่าเขาควบคุมตัวเองไม่ได้ ยิ่งพยายามฝืนเท่าไร จะยิ่งเคลื่อนไหวมากขึ้นเท่านั้น ผมพยายามจับผิดอยู่ 3 วัน จับผิดไม่ได้ ก็เลยไปเก็บข้อมูลซะเลย ชวนน้องๆ พยาบาลที่โน้นไปเก็บข้อมูลอยู่ 3-4 เดือน ได้ Case กว่า 40 Case เกือบ 50 Case น่าสนใจมากว่ากว่า 90% ที่หาย แต่ไม่ใช่กระดูกหักอย่างเดียว

อีก Case ที่ผมเจอเป็น Case หนึ่งที่น่าสนใจ คนไข้ทำปืนลั่นเข้ากระดูกหัวเข่าของตัวเอง แล้วกระดูกหัวเข่าแตก เข้ารับการรักษากับหมอกระดูก ที่โรงพยาบาลจังหวัดตราด คนไข้รายนี้บอกว่าเขานอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลจังหวัดตราดอยู่เดือนหนึ่ง หมอใส่เฝือกให้เขา ในระหว่างที่นอนรักษารู้สึกปวดมาก เขาปวดขาข้างที่ใส่เฝือกไว้มาก พยายามบอกหมอแล้วแต่ไม่สำเร็จ หมอบอกไม่เป็นไรๆ จนกระทั่งเขาขอกลับบ้าน วันที่เขากลับบ้านเขาตัดเฝือกออกเอง ผลปรากฏว่าขาข้างนั้นบวมเป่ง พอตัดเฝือกออกมันก็ปวดน้อยลง เขาทดลองเอาเข็มเจาะ ปรากฏว่าหนองทะลักออกมา เขาได้ยินกิตติศัพท์หลวงพ่อก็เลยมารักษา ปรากฏว่าใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน จากเดิมที่เขาเดินไม่ได้ จนกระทั่งกลับมาเดินได้เองอีก แต่ก็เดินได้เองไม่เป็นปกติ ที่สำคัญรักษาแผลติดเชื้อได้ ผมก็เลยเอาตำรับนั้นมาใช้รักษาคนไข้ในโรงพยาบาล ยาตำรับนี้หลวงพ่อใช้ชื่อว่า ตำรับยาครอบจักรวาล จริงๆ หลวงพ่อไม่ได้รักษาแผลอย่างเดียว ท่านมีประสบการณ์การใช้ยาตำรับนี้ ใช้รักษามะเร็งหลายชนิด เช่น มะเร็งเต้านม มะเร็งตับ มะเร็งในลำไส้ หลวงพ่อจะใช้คำว่า มะเร็งภายใน นอกจากมะเร็งภายนอกพวกเต้านมแล้วก็รักษาอวัยวะภายใน Case ที่หลวงพ่อเก็บก็มีหลาย Case ที่ดีขึ้น ถามว่ารู้ได้ไงคนไข้เป็นอะไร ปกติคนไข้จะผ่านการตรวจรักษาจากโรงพยาบาลมาแล้ว และเอาผลการวินิจฉัย ผลการรักษามาบอกหลวงพ่อ ว่าเป็นอะไรหลวงพ่อจะบันทึกอยู่หลาย Caseดีขึ้นแต่หลาย Caseไม่ได้กลับมา ก็บอกไม่ได้ว่าดีหรือไม่ อาจจะไม่ดีก็ได้

ผมพยายามจะดูว่าส่วนประกอบของต้นไม้มันเป็นอะไร ปรากฏว่าข้อมูลทางวิทยาศาสตร์นั้นยาก ไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์พอจะยืนยันได้ อย่างเช่น ต้นคัดลิ้น พอจะมีข้อมูลอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะใช้ในเรื่องเกี่ยวกับการปวดกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นทั้งหลาย อย่างต้นน้ำเกลี้ยง จะไม่มีข้อมูลเลย มันเป็นภาษาอีสาน เป็นไม้ยืนต้น ไม้เนื้อแข็งชนิดหนึ่ง ใครเข้าไปใกล้ไม้ต้นนี้จะคันแพ้ได้ ไม่มีข้อมูลว่าฤทธิ์ทางวิทยาศาสตร์ช่วยอะไรได้บ้าง ภาษาเขมรเรียกว่า สวายกะกีด ต้นพลูมารีก็เหมือนกัน พยายามหาข้อมูลทางวิทยาศาสตร์แต่ก็หาไม่ได้ ต้นเฉียงก็เช่นกัน มีแต่ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ เท่านั้นที่จะพอมีข้อมูลบ้างว่าสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรีย ฆ่าเชื้อโรคหลายชนิดได้ ตำรับที่ผมเคยใช้จะใช้ในกรณีของแผลกดทับ(bedsore) ที่เกิดในคนไข้ พวก cosdicphegia ทั้งหลาย

ถามว่าได้ผลแค่ไหน บอกได้ไม่ชัดแต่ดีขึ้น การหายของเขาเร็วขึ้นกว่าเดิม แต่เร็วขึ้นแค่ไหนผมไม่ได้บันทึก ที่สำคัญ คือว่าคนไข้กลับบ้านได้เร็วขึ้น เนื่องจากคนไข้พวกนี้จะเข้าๆ ออกๆ โรงพยาบาลบ่อย สังเกตข้อมูลจากตรงนี้ ถ้าได้สมุนไพรตำรับนี้ไปช่วยคนไข้จะดีขึ้น แต่ที่แน่ๆ คนที่อาการไม่ดีขึ้น คือ คนที่ขาดอาหารมากๆ(malnutrition) นอกจากนี้ยังใช้ในกรณี แผลเนื้อตายจากงูกัดก็ใช้ได้ผลดีพอสมควร ล่าสุดที่ผมกำลังใช้อยู่คือ Case ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา คนไข้เป็นcosdicphegia แล้วก็มีแผลกดทับอยู่ 2 แห่ง ขนาดใหญ่ จริงๆ ก่อนหน้าที่ผมจะไปดูเขานอนอยู่นานแล้วประมาณอาทิตย์กว่าๆ เกือบ 2 อาทิตย์ แล้วเพื่อนเขาขอให้ไปช่วยดู หลังจากให้เขาต้มกิน ก็ให้กลับบ้านได้ ให้กลับไปทำแผลเอง หลังจากนั้นประมาณ 1- 2 อาทิตย์ ญาติเขาก็มารับยาแทน บอกว่าคนไข้แผลเล็กลงแล้ว ผมไม่อ้างอิงเพราะว่าคนไข้ไม่ได้มารับยาเองให้ญาติมา เพราะฉะนั้นก็มีข้อมูลอยู่ชุดหนึ่งแต่ว่าไม่มากนัก คิดว่าประมาณ 10 กว่า Case ที่ใช้ได้ อีกอันหนึ่งที่ใช้ในกลุ่มของคนไข้ที่เป็นแผลติดเชื้อเรื้อรัง (Chronic Infected Wound) รักษายังไงไม่หายสักที ก็จะใช้ยาตำรับนี้ช่วย เมื่อกี้ที่ผมค้างไว้ก็คือว่า จะมีการวิจัยในสัตว์ทดลองโดยใช้สมุนไพรง่ายๆ ที่เราคุ้นเคยโดยมีผลรักษาแผลเรื้อรัง เช่น ว่านหางจระเข้ พบว่ามันมี Aloctin A ซึ่งเป็น Gelmical Agent ที่สำคัญมันจะช่วยลดการอักเสบและเพิ่มการเจริญทดแทนของเนื้อเยื่อ ที่สำคัญเนื้อเยื่อบริเวณที่เป็นแผลได้ อีกตัวหนึ่งที่ผมเคยใช้ก็คือ พลู โดยพบว่าสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดีกว่าว่านหางจระเข้ ว่านหางจระเข้รักษาได้ผลช้ากว่า ถามว่ารู้ได้อย่างไร ผมลองใช้กับสิวของตัวเอง เปรียบเทียบระหว่างพลูจินอล กับ Aloe vera gel ถ้าทาพลูจินอล ไม่กี่ชั่วโมงสิวจะยุบลงแต่ต้องทาบ่อย ส่วน Aloe vera gel ต้องใช้เวลานานเป็นวัน แต่ข้อเสียของพลูจินอลคือ มันจะมีกลิ่นค่อนข้างแรง ข้อดีของพลูจินอลอีกอันคือ ใช้รักษาในพวก ผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) ได้ดี เช่น พวก Contact Dermatitis ผมคิดว่าถ้าเราไม่มีทางเลือกอื่น พลูจินอลก็เป็นตัวหนึ่งที่เลือก ถ้าจะใช้สำหรับแผลติดเชื้อกับพวกผิวหนังอักเสบ (Dermatitis) ที่เราแยกแยะไม่ได้ ขมิ้นชัน ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่มีเคอคูมิน(Curcumin) ที่สามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ บัวบก มีสารเคมีหลายตัว เช่น กรดอะเซียติก(Asiatic Acid) สามารถช่วยสมานแผลเพิ่มการสร้างเนื้อเยื่อให้แผลหายเร็วได้ นอกจากนั้นยังสามารถยับยั้งเชื้อแบคทีเรียได้ นอกจากนั้นจะมี กะเม็ง ว่านหางช้าง มังคุด เหงือกปลาหมอ และน้ำผึ้ง

การวิจัยสมุนไพรในประเทศไทยซึ่งทำกันมาประมาณ 20 กว่าปี มีผลผลิตซึ่งเกี่ยวกับการวิจัยประมาณ 20 กว่าเรื่อง เป็นเรื่องพิษ เรื่องอื่นๆ ซึ่งเราต้องใช้เวลาอีกพอควรที่จะต่อยอดในเรื่องการวิจัย เพราะฉะนั้นที่คุณหมอเอกชัยบรรยายมา คือผลงานที่เกิดจากการวิจัยในประเทศไทย จริงๆ แล้วต้องใจเย็นๆ ประเทศไทยของเรากำลังเริ่มต้น ผมคิดว่าหลายอย่างที่ออกมายังตอบคำถามอะไรไม่มากพอ แต่ว่าใช้ได้ผล บางอย่างตอนนี้เราอาจจะต้องใช้ Result base บางอย่างทฤษฎียังอธิบายไม่ได้ แต่ต้องใช้เวลาพอสมควร อะไรที่ใช้ประโยชน์ได้ก็เอามาใช้ไปก่อนแล้วรอทฤษฎีมาอธิบายภายหลัง

และควรจะมีการศึกษาองค์ความรู้ใกล้ตัวและพัฒนาขึ้นมา เพราะว่าถ้าเรานำของเขามาอย่างเดียว ก็ต้องจ่ายแพง ยกตัวอย่างเช่นเรื่องการฝังเข็มตอนนี้ ซึ่งเป็นที่นิยมมากขึ้น แต่ว่าก็ต้องนำเข้าเหมือนกัน โดยเฉพาะยาจีน แห่กันซื้อยาจีนมากขึ้น ในอนาคตเรายังพึ่งตัวเองไม่ได้เหมือนเดิมครับ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหลายๆท่านคงจะนำไปคิดพัฒนาความรู้ของตัวเองขึ้นมาได้ ขอบคุณครับ

 


 

 

สร้างเมื่อ 29 – มิ.ย.- 49

โมบายแอปพลิเคชัน

 

กรมการแพทย์แผนไทยฯ


สามารถติดต่อเราผ่าน Line

 

ได้แล้ววันนี้

ติดตาม กองการแพทย์ทางเลือก

ผ่านทางโซเชียลมีเดีย​ได้ที่

       


กองการแพทย์ทางเลือก
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
อาคาร 2 ชั้น 6 และชั้น 7 กระทรวงสาธารณสุข
ถนนติวานนท์ อ.เมือง จ.นนทบุรี 11000
โทรศัพท์ : 02 591 7007 ต่อ 2607
โทรสาร : 02 149 5637
อีเมล์ : Thaicam2019@gmail.com

5919480
This Month : 19867
Total Users : 1528993
Views Today : 2846
Server Time : 2024-09-20